Discours de la servitude volontaire หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'Le Contr’un' เป็นบทความทางการเมืองที่เขียนขึ้นราวปี ค.ศ. 1548 โดยเอเตียน เดอ ลา โบเอตี ในขณะที่เขาอาจมีอายุเพียง 16 ถึง 18 ปีเท่านั้น ผลงานชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์บางส่วนในภาษาละตินในปี ค.ศ. 1574 และฉบับสมบูรณ์ในภาษาฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1576 หลังจากผู้เขียนเสียชีวิต แม้จะเป็นงานเขียนที่สั้น แต่เนื้อหาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่
บทความนี้พยายามตอบคำถามสำคัญที่ว่า เหตุใดคนทั้งมวลจึงยอมสยบต่อคนเพียงคนเดียว แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นทรราชก็ตาม? ลา โบเอตี แปลกใจว่า 'ทรราชเพียงคนเดียว' สามารถครอบงำคนนับพันได้อย่างไร ทั้งที่ในความเป็นจริงเขามีอำนาจเพียงเท่าที่ผู้ใต้บังคับบัญชายอมมอบให้เท่านั้น ตามความเห็นของเขา ทรราชไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยพละกำลังหรือความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก 'ความยินยอม' ของผู้ถูกปกครองเป็นสำคัญ เขาสรุปแนวคิดปฏิวัตินี้ไว้ในประโยคที่มีชื่อเสียงว่า: «เพียงแค่ตัดสินใจว่าจะไม่รับใช้อีกต่อไป แล้วคุณก็จะกลายเป็นอิสระ»
ความแปลกใหม่ของข้อเขียนนี้อยู่ที่การใช้คำที่ขัดแย้งกันอย่าง 'ความสมัครใจในการเป็นทาส' ลา โบเอตี ยืนยันว่ามนุษย์จบลงด้วยการรักความเป็นทาสเพราะพวกเขาคุ้นชินกับมันมาตั้งแต่เกิด ความเคยชินจึงกลายเป็นสาเหตุแรกของการยอมจำนน บุคคลที่เติบโตมาในสังคมที่มีลำดับชั้นจะมองว่าการสยบยอมเป็นเรื่องธรรมชาติ และค่อยๆ ลืมเลือนแม้กระทั่งความปรารถนาในเสรีภาพ การสูญเสียความจำร่วมกันนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า 'โชคร้าย' (malencontre) ซึ่งเป็นรอยแยกทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้มนุษยชาติเปลี่ยนจากสภาวะธรรมชาติแห่งเสรีภาพไปสู่สภาวะของการถูกครอบงำ
ลา โบเอตี ยังอธิบายด้วยว่าทรราชรักษาอำนาจไว้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ความบันเทิง การแสดง รางวัลทางวัตถุ ศาสนา หรือแม้แต่ความเชื่อเรื่องโชคลาง สิ่งล่อใจเหล่านี้ทำหน้าที่เบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนออกจากการไตร่ตรองทางการเมือง แต่เคล็ดลับที่แท้จริงของการครอบงำนั้นอยู่ที่ 'ความสมรู้ร่วมคิด' ของประชากรส่วนหนึ่ง ทรราชอาศัยลำดับชั้นของกลุ่มคนที่หวังในสิทธิพิเศษและเกียรติยศ แต่ละคนจะไปกดขี่ผู้อื่นต่อในขณะที่ตนเองก็ยอมสยบต่อผู้ที่อยู่เหนือกว่า จึงเกิดเป็นพีระมิดทางสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการรักษาอำนาจนั้นไว้
เนื้อหาไม่ได้เสนอให้ทำการปฏิวัติด้วยความรุนแรง ลา โบเอตี เชื่อมั่นในรูปแบบของการต่อต้านจากภายในและทางปัญญามากกว่า นั่นคือเสรีภาพจะเกิดใหม่ได้ทันทีที่มนุษย์เลิกยอมจำนนโดยสมัครใจ แนวคิดนี้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทฤษฎีสมัยใหม่ว่าด้วย 'การดื้อแพ่ง' (civil disobedience) ซึ่งพัฒนาต่อมาโดย เฮนรี เดวิด โธโร หรือ มหาตมะ คานธี
แม้จะได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากลัทธิมนุษยนิยมในยุคเรเนซองส์ แต่ Discours de la servitude volontaire กลับมีความทันสมัยอย่างน่าอัศจรรย์ โดยได้ส่งอิทธิพลต่อเหล่านักคิดที่หลากหลาย เช่น ฌ็อง-ฌัก รูโซ, ซีมอน เวย์, กิลส์ เดอเลอซ หรือ ปิแอร์ คลาสตร์ แม้ในปัจจุบัน ผลงานชิ้นนี้ยังคงถูกนำมาใช้สะท้อนความคิดเรื่องอำนาจทางการเมือง การแปลกแยกทางสังคม การโฆษณาชวนเชื่อ และแม้แต่การพึ่งพิงเทคโนโลยีดิจิทัลของเรา
ด้วยลีลาการเขียนแบบวาทศิลป์ ความลุ่มลึกทางปรัชญา และพลังในการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจ ทำให้ Discours de la servitude volontaire ยังคงเป็นตำราสำคัญของความคิดทางการเมืองตะวันตก และเป็นหนึ่งในแถลงการณ์ฉบับแรกๆ ที่สนับสนุนเสรีภาพส่วนบุคคล
Miva วิธีอ่านหนังสือแบบใหม่ ต่อยอดจากหนังสือเสียง
ฟังได้เหมือนหนังสือเสียง แล้วถามอะไรก็ได้ทุกเมื่อ
เริ่มฟัง Miva เล่าเรื่องMiva ไม่ได้แค่อ่านให้ฟัง แต่ยังอธิบายต่อตามคำถามของคุณด้วย